วิธีมัดใจลูกค้า เปลี่ยนจากขาจร มาเป็นลูกค้าประจำ

วิธีการ “มัดใจลูกค้า” บทความใหม่จากน้องมัลตี้ ที่จะนำมาเสนอทุกคนในสัปดาห์นี้!!!! จะมี ” วิธีการ ” แบบไหนบ้างที่ทำให้ลูกค้าขาจร มาเป็นลูกค้าประจำของคุณได้

การทำธุรกิจในสมัยนี้คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าลูกค้าคือ คนสำคัญ ถ้าเราไม่มีลูกค้า ไม่มีงาน ก็จะทำให้ไม่มีเงิน ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า และการสร้างความพึงพอใจ เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ เพราะการจะหาลูกค้าใหม่นั้น ยากกว่าการรักษาลูกค้าเก่าอยู่มาก

การบริการลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ ด้วยการคำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก จะทำให้ธุรกิจของคุณนั้น สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำหลังจากนี้ คือ ต้องคิดวางแผน และเตรียมการรอไว้ล่วงหน้า คุณต้องให้ความสำคัญลูกค้าในทุก ๆ  ด้าน รวมถึงการทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ดี ๆ  เพื่อเพิ่มโอกาส มัดใจจากลูกค้าขาจรมาเป็นลูกค้าประจำนั่นเอง สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าทำยังไง ให้ลูกค้ากลับมาหาเราอีกครั้ง

วันนี้ น้องมัลตี้ มี 5 ทริคง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถเอาไปปรับใช้ได้ มาฝาก จะมาวิธีไหน น่าสนใจบ้างไปดูกัน!!

1. วิธีการ “บริการ” แก่ลูกค้าอย่างเต็มใจ

การบริการที่น่าประทับใจย่อมทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของคุณอีกครั้ง ดังนั้นคุณต้องสร้างการจดจำที่ดี และให้การบริการที่ประทับใจแก่ลูกค้า ด้วยการใช้ลูกค้าด้วยแนวคิดที่ว่า ลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ และทำการส่งทอดสินค้า หรือบริการที่ยอดเยี่ยมได้ ซึ่งแนวคิดแบบนี้เป็นแนวคิดที่ง่าย ในการสร้างมาตรฐานและการพัฒนาบริการในด้านอื่น ๆ ที่ส่งมอบไปยังลูกค้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การบริการที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้า จะต้องช่วยลูกค้าแก้ปัญหาได้ ตอบโจทย์ สะดวก ไม่เสียเวลา และทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจกับธุรกิจคุณ เช่น การตอบสนองต่อลูกค้าอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังในการบริการ หากระยะเวลาในการสื่อสารใช้เวลานาน หรือผิดพลาดบ่อย ทำให้สื่อสารกันหลายรอบ ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งของเราก็เป็นได้

2. ติดต่อสื่อสารกับลูกค้าแต่ละรายด้วย วิธีการ “ที่เหมาะสม”

ลูกค้าแต่ละคนนั้นมีความถนัดในการสื่อสารที่แตกต่างกัน ในแต่ละช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์, อีเมล, Line, Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ ลูกค้าบางคนสะดวกที่จะใช้โทรศัพท์คุย ขณะที่บางคนชอบที่จะตอบข้อความกันผ่านอีเมล หรือคนในสมัยนี้ชอบที่จะสื่อสารผ่านการใช้ Social media เนื่องจากมีความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งควรพิจารณาเป็นรายบุคคล และเลือกใช้วิธีที่ลูกค้ารายนั้น สะดวกสบายมากที่สุด จะทำให้ลูกค้าสบายใจที่จะ ติดต่อกับคุณเมื่อเขาต้องการอีกทั้งยังสร้างความประทับใจให้แก่พวกเขาอีกด้วย

3. แบรนด์มีจุดขายของตัวเองทำให้ลูกค้าจำได้

การสร้างจุดขายที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์จะช่วยดึงดูดลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เช่น Key Message ประโยคหรือคำที่สั้น อ่านแล้วสะดุดตาเป็นที่น่าจดจำ ธีมของธุรกิจคุณ ได้แก่ โลโก้ โทนสี และคอนเซ็ปส์ ที่เลื่อนผ่านเพียงไม่กี่ครั้งก็ติดตา เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้จำเป็นต้องแสดงตัวตนของธุรกิจคุณให้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และไม่ซับซ้อนจนเกินไป ลูกค้าเห็นแล้วต้องจดจำว่าคุณเป็นใคร ทำอะไร หรือทำธุรกิจอะไรอยู่  อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่น่าจดจำคือ การสร้างความแตกต่าง ทำให้ธุรกิจของคุณต่างจากคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้คุณมีกลุ่มลูกค้าประจำมากขึ้น

4. การใส่ใจและรับฟังลูกค้าอยู่เสมอ

ถ้าคุณอยากจะมีลูกค้าประจำล่ะก็ คุณต้องทำอย่างไร? แน่นอนล่ะเหมือนเวลามีแฟนคุณก็ต้องรับฟังและใส่ใจเขาอยู่เสมอเหมือนกัน การจะมัดใจลูกค้าขาจรมาเป็นลูกค้าประจำไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องใส่ใจและรับฟัง ทั้งคำชมและคำติเพื่อให้ก่อกับแฟนคนนี้มากพอ เช่นเดียวกับที่คุณต้องใส่ใจในทุกการเดินทางของลูกค้า ทำให้เรารู้จักและเข้าใจ เขามากพอที่จะสามารถช่วยเหลือซัพพอร์ท และให้คำแนะนำที่เหมาะสมจริง ๆ อีกทั้งการรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปพัฒนาต่อปรับปรุงธุรกิจของคุณให้ดียิ่งขึ้น เป็นการสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้า ในการที่เรายอมรับฟัง และทำให้ลูกค้ารู้สึกไว้วางใจเรา อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนจากขาจรมาเป็นขาประจำได้มากขึ้น

5. การสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า

การสร้างความประทับใจนั้นเป็นการแสดงถึงจุดยืน และจุดเด่นของแบรนด์ เพื่อสร้างการจดจำแก่ลูกค้า ถึงความจริงใจ แตกต่าง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพูดออกมาว่าเราใส่ใจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการกระทำที่ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเขา ให้ลูกค้าเห็นถึงความจริงใจของคุณที่เข้ามาช่วยเขาแก้ไขปัญหา การตลาดไม่ได้เน้นผลถึงการขายอย่างเดียว แต่เน้นในการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในใจลูกค้าและนี่คือการแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของคุณ

และนี่ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ น้องมัลตี้นำมาฝากเพื่อน ๆ ลองอ่านและทำตามกันดู ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนไม่มาก แต่คุณสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อมัดใจให้ลูกค้ากลับมาหาคุณได้เช่นกัน ลองมองหาว่าเรามีอะไรที่ขาดหายไปอยู่หรือเปล่า น้องมัลตี้เชื่อว่าหลังจากนี้ เราจะมีลูกค้าขาประจำเพิ่มมากขึ้นแน่นอน!!

หากสนใจร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ MultiOne คลิกที่นี่ เรามีแบรนด์สินค้า และ ร้านค้าพาร์ทเนอร์ ในระบบมากมายให้คุณเลือก พร้อมด้วยฟังก์ชั่นระบบหลังบ้านที่ครบครัน ช่วยให้การจัดโปรโมชั่นระหว่างร้านกับแบรนด์ เป็นเรื่องง่ายขึ้น.

และถ้าอยากติดตามการแนะนำของน้องมัลตี้ในเรื่องอื่น ๆ ล่ะก็ เข้าไปดูได้เลย ที่นี่  และ มารอติดตามกันว่า น้องมัลตี้จะเอาอะไรมาฝาก ในครั้งหน้าได้ ที่นี่

 

 

 

Learn More

5 กลยุทธ์จัดโปรโมชั่นเรียกลูกค้า “แบบไม่ลดราคา”

       การจัดโปรชั่น ลดราคาแรง ๆ หรือลดราคาเป็นประจำ แม้จะเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกของผู้บริโภค ให้อยากซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น และยังเป็นช่องทางที่ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่อยากมาทดลอง อยากซื้อสินค้าของคุณ แต่ถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง การจัดโปรโมชั่น ลดราคาแรง ๆ หรือลดราคาเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นยอดขายสินค้านั้น  หากมีการจัดการที่ดีไม่พอ อาจทำให้รายได้ที่ร้านค้าจะได้รับสวนทางได้ จากที่ต้องได้กำไร อาจทำให้ขาดทุนเพิ่ม.

ทำไมจึงไม่ควรจัดโปรโมชั่นลดราคาแรง ๆ บ่อยจนเกินไป ?

        การจัดโปรโมชั่น “แบบลดราคา” เป็นวิธีการที่แพร่หลายอย่างมาก และหลายคนคิดว่าได้ผลลัพธ์ดี ในแง่ของปริมาณการขายอาจจะใช่ แต่ถ้าเป็นในแง่ของรายได้ ที่ร้านค้าจะได้รับบางทีกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งจัดโปรโมชั่นลดราคามากเท่าไหร่ กำไรที่เราจะได้รับก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน แถมยังมีโอกาสทำให้สินค้าแบรนด์ของเรา คุณภาพดูลดลงเนื่องจากการลดราคาในปริมาณที่ถี่จนเกินไป อาจทำให้ลูกค้าคิดว่าสินค้าที่ลดราคานั้นกำลังจะหมดอายุ หรือเสื่อมคุณภาพได้ และถ้าหากคุณจัดโปรโฒชั่นเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อย่างโปรโมชั่น Mid year หรือ  New year ด้วยสินค้าเดิม โปรเดิม ก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่รอซื้อสินค้าช่วง “ลดราคา” และซื้อในปริมาณที่มาก ทำให้ไม่ต้องกลับมาซื้อสินค้านี้อีกครั้ง แค่รอให้ลดราคาอีกครั้งเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นอาจทำให้เหมือนกับว่า คุณจัดทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูด ลูกค้าที่รอการซื้อของไปทีละเยอะ ๆ จนอาจทำให้สินค้าหมด และมีสินค้าไม่ถึงมือลูกค้าประจำแทน.

       นอกจากนี้ การลดราคา อาจทำให้กระทบถึงความเชื่อใจของลูกค้า เพราะ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ต้อง คิดว่าสินค้าที่เอามาลดราคา จะเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยดี หรืออาจเป็นของค้างสต็อค การลดราคาในส่วนนี้อาจกระทบ ถึงร้านที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากการลดราคา แต่ก็อาจทำให้สูญเสียความไว้ใจได้ในระดับหนึ่งด้วย.

 

วันนี้ Multione จะมาแชร์ 5 กลยุทธ์จัดโปรโมชั่นเรียกลูกค้า “แบบไม่ลดราคา” จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

1. การจัดโปรโมชั่น โดยใช้จิตวิทยาเป็นตัวช่วยในการกำหนดราคา

 

การตั้งราคาที่ดึงดูดลูกค้าให้สนใจสินค้า ไม่จำเป็นต้องลดราคาเสมอไป การนำหลักจิตวิทยามาใช้ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี โดยไม่กระทบกับกำไรของคุณ ตามหลักทฤษฏีจิตวิทยากล่าวไว้ว่า “สมองของคนส่วนใหญ่ เวลามองป้ายต่าง ๆ จะอ่านจากซ้ายไปขวา” ดังนั้น การกำหนดราคาสินค้าต่าง ๆ ในร้านค้าของคุณจึงควรใช้ ป้ายราคา ในการกำหนดตัวเลขเพื่อใช้จิตวิทยากับลูกค้าแทนการจัดโปรโมชั่น

การตั้งราคาแบบนี้เรียกว่า charming price หรือการลดราคาหลักสุดท้ายลงมาหนึ่งหน่วยเพื่อให้ราคาลงท้ายด้วยเลข 9 นั่นเป็นเพราะว่าโดยปกติแล้วสมองของเรารับรู้ราคาจากซ้ายไปขวา เช่น 100 มากกว่า 99 ทำให้เกิดการรับรู้ว่าราคาถูกลงกว่าเดิม (แม้ความจริงแล้วลดราคาไปเพียง 1 บาท) หรืออาจกล่าวได้ว่าการตั้งราคา 99 ทำให้จากราคา 100-1 บาท กลายเป็นราคาไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทได้ จะเห็นได้ว่าการตั้งราคาแบบ charming price มีโอกาสทำให้คนซื้อเพิ่มขึ้นได้มากสุดถึงสองเท่า นั่นเป็นเพราะการรับรู้ราคาจากซ้ายไปขวาที่ว่ามานี่เอง ที่ทำให้ราคาที่ลดลงเพียง 1 หน่วยหรือ 1 บาทนั้น มีผลทำให้รับรู้ราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น.

นอกจากนี้ยังมีลูกค้าบางกลุ่มเชื่อว่าการตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 โดยการใช้เทคนิค charming price นี้ เพราะคิดว่าผู้ผลิตน่าจะพยายามตั้งราคาให้ถูกที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วอีกด้วย

2. การจัดโปรโมชั่น สะสมแต้ม เพื่อแลกรับรางวัล

สถานการณ์ปัจจุบันนี้ ทำให้มีการเพิ่มจำนวนของธุรกิจเปิดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า มาพร้อมกับการแข่งขันอันดุเดือด ดังนั้น การทำให้ธุรกิจโดดเด่น ด้วยการทำโปรโมชั่น ท่ามกลางคู่แข่งขันที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การให้ส่วนลดในการซื้อสินค้าทันที แต่ลูกค้าอาจจะซื้อเพียงแค่หนึ่งครั้ง หากครั้งต่อไปที่เราไม่ได้ตั้งราคาสินค้าที่มีส่วนลด ลูกค้าอาจจะจดจำแบรนด์ของเราไม่ได้ การสะสมแต้ม เพื่อแลกรับรางวัลนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยจูงใจลูกค้า และช่วยสร้างการจดจำให้กับร้านหรือแบรนด์ของคุณอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ใช่วิธีใหม่ ๆ เพราะเรามักจะเห็นตามร้านเครื่องดื่มส่วนใหญ่ ทำการแจกบัตรสะสม ครบ 10 แก้วฟรี 1 แก้ว แต่ความจริงแล้ว วิธีการนี้ สามารถนำไปใช้ได้กับร้านค้าอื่น ๆ ด้วย เพียงลูกค้าซื้อสินค้าของทางร้าน ก็จะได้รับบัตรสะสมแต้ม และเมื่อสะสมแต้มครบตามที่ร้านกำหนด ลูกค้าสามารถแลกเป็นส่วนลด หรือรับรางวัลพิเศษได้ ซึ่งการได้รับแต้มของแต่ละร้านนั้น จะแตกต่างกันไป.

3. การจัดโปรโมชั่น “ที่ไม่มีส่วนลด” แต่เพิ่ม “บริการพิเศษ” แก่ลูกค้า

 

บางทีการให้บริการแบบพิเศษ หรือการได้รับสิ่งที่มากกว่าราคาสินค้าที่จ่ายไป อาจจะทำให้ลูกค้าพึงพอใจ และตอบโจทย์กว่าการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพราะมันอาจจะเพิ่มมูลค่าให้สินค้าในร้านค้าของคุณได้ ยกตัวอย่าง บริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน ยิ่งช่วงที่ผ่านมาคนไม่ค่อยอยากออกจากบ้านกันเป็นส่วนใหญ่ เลยเลือกที่จะช้อปปิ้งออนไลน์มากกว่า และสินค้าบางรายการนั้น อาจมีค่าส่งที่แพงกว่าราคาของสินค้า ทำให้ลูกค้าบางคน เลือกที่จะไม่ซื้อสินค้านั้น ๆ แต่หากเพียงแค่คุณจัดเพิ่มโปรโมชั่นนี้เข้าไป จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้อย่างมาก และยังกระตุ้นยอดขาย ความพึงพอใจ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจของคุณได้อีกด้วย.

4. ขายสินค้าแบบ Up-selling

 

Up-selling คือการขายที่ซับซ้อนขึ้น เพราะเป็นการเน้นขายสินค้า หรือบริการที่มีราคาสูงกว่าอีกชิ้นในกลุ่มสินค้าเดียวกัน ซึ่งสินค้าชิ้นนั้น จะต้องมีความพิเศษ หรือพรีเมี่ยมกว่าสินค้าที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจอยู่ ดังนั้น หน้าที่ของผู้ขายคือ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “การเพิ่มเงินเพียงไม่กี่บาท ทำให้ได้สินค้าพรีเมี่ยมกว่า โดยไม่รู้สึกเสียดายที่จะจ่ายเงินเพิ่ม” ซึ่งมีหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็น การจัดเซ็ทสินค้าแบบครบครันในราคาที่ถูกกว่า การพูดให้คำแนะนำ และโน้มน้าวใจให้ซื้อสินค้าอีกชิ้นหนึ่งในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม

5. มีนโยบายการคืนสินค้าที่ยืดหยุ่นมากขึ้น 

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ผู้คนมักซื้อของออนไลน์มากขึ้น และหลาย ๆคน ได้สินค้าที่ไม่ตรงปก หรือคุณภาพไม่ดี ทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้านั้น ยากขึ้นกว่าเดิมมาก ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าหน้าร้าน หรือออนไลน์ได้ดีแค่ไหน ก็ต้องมีสินค้าบางชิ้นที่ชำรุด หรือไม่ตรงความต้องการที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ เช่น สีในรูปอาจจะไม่ตรงกับสินค้าจริง หรือไซส์ที่คิดว่าใส่พอดีแล้ว แต่หลังจากซื้อไปจริง ๆแล้วกลับใส่ไม่สบาย   ดังนั้น ควรมีนโยบายการคืนสินค้า ที่มีความยืดหยุ่นให้กับลูกค้า เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ความไว้ใจ และความประทับใจ ที่ลูกค้าจะมีให้เรา อย่างเช่น หลังจากรับสินค้า หรือซื้อสินค้าไปแล้ว สามารถคืนสินค้าได้ภายใน 7 วัน เป็นต้น.

        ทั้งหมดนี้ เป็นแนวทางการจัดโปรโมชั่นเรียกลูกค้า “แบบไม่ลดราคา” ที่จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้า และบริการของเรามากขึ้น จะเห็นได้ว่า การจัดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขายไม่จำเป็นต้องลดราคาเสมอไป ซึ่งนอกจากไม่ต้องจัดส่วนลดแบบแรง ๆ หรือจัดส่วนลดเป็นประจำ ที่สร้างผลกระทบกับกำไรของธุรกิจคุณแล้ว คุณจะได้ความไว้วางใจจากลูกค้า การกระตุ้นยอดขายที่เพิ่มขึ้น และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจคุณ ในการจัดโปรโมชั่นแต่ละครั้ง อย่าลืมตั้งเป้าหมาย และจุดประสงค์ให้ชัดเจนด้วยนะ!!

        หากสนใจร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ MultiOne คลิกที่นี่ เรามีแบรนด์สินค้า และ ร้านค้าพาร์ทเนอร์ ในระบบมากมายให้คุณเลือก พร้อมด้วยฟังก์ชั่นระบบหลังบ้านที่ครบครัน ช่วยให้การจัดโปรโมชั่นระหว่างร้านกับแบรนด์ เป็นเรื่องง่ายขึ้น.

และถ้าอยากติดตามการแนะนำของน้องมัลตี้ในเรื่องอื่น ๆ ล่ะก็ เข้าไปดูได้เลย ที่นี่  และ มารอติดตามกันว่า น้องมัลตี้จะเอาอะไรมาฝาก ในครั้งหน้าได้ ที่นี่

 

 

 

 

 

Learn More

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save