เลือกหน้าร้านฝากขายอย่างไรให้ปัง

 

        เลือกหน้าร้านฝากขาย อย่างไรให้ปัง วันนี้ นัองมัลตี้จะมาให้ความรู้กับทุกคน ว่า ก่อนที่แบรนด์จะนำสินค้าไปฝากขายเนี่ย ควรจะ เลือกหน้าร้านฝากขาย จากปัจจัยอะไรกันบ้าง!!!!

        ในยุคการขายของออนไลน์ การสร้างแบรนด์ หรือ สินค้าเป็นของตัวเองนั้น เป็นเรื่องที่ง่ายดาย และเริ่มสร้างได้ แม้จะอยู่ในวัยเรียน แต่ก็มีข้อแม้ในเรื่องของคอนเซ็ปต์สินค้าที่ไม่แปลกใหม่ ซ้ำจำเจ แม้แต่การทำคอนเทนต์ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ยากขึ้น ทั้งยังมีแบรนด์ใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด ทำให้มีคู่แข่งค่อนข้างมาก และแน่นอนว่า ถ้าอยากเพิ่มยอดขายให้ตัวเอง ก็ต้องเพิ่มช่องทางที่นอกเหนือจากการขายในออนไลน์แค่อย่างเดียว

        ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังหาหน้าร้านฝากขายอยู่ และยังไม่รู้ว่าต้องเลือกหน้าร้านอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำยังไงถึงจะขายดี มีกำไร วันนี้ น้องมัลตี้ก็มี 5 สิ่งที่ควรพิจารณา ก่อนที่จะเลือกหน้าร้านฝากขายมาด้วยนะ ลองดูกันเล้ยยย.

สิ่งที่ 1 พิจารณาคอนเซ็ปต์ของหน้าร้าน

        แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ควรพิจารณา คือ คอนเซ็ปต์ของหน้าร้านฝากขาย ว่าตรงกับกลุ่มลูกค้าของเราหรือเปล่า ช่วงราคาที่ใกล้เคียงกัน กับสินค้าอื่น ๆ ภายในร้าน และสไตล์ของสินค้าเรา เข้ากับหน้าร้านมั้ย หากเลือกคอนเซ็ปต์หน้าร้านฝากขาย ไม่ตรงกันคอนเซปต์ของสินค้าล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น น้องมัลตี้ จะยกตัวอย่างให้เห็นกันชัด ๆ เอง อย่างแรกเลย ที่จะเกิดขึ้น เมื่อเราเลือกคอนเซ็ปต์หน้าร้านฝากขาย ไม่ตรงกับสินค้าของเรา คือ  ลูกค้าที่เข้ามา เพราะจะซื้อสินค้า ตามคอนเซ็ปต์ของร้าน ก็จะไม่สนใจสินค้า ที่เราฝากขายไปแน่นอน นอกจากนี้ ร้านฝากขายอาจจะไม่รับสินค้าของเรา ไปลงหน้าร้าน เพราะขัดกับคอนเซ็ปต์ ของหน้าร้านฝากขาย โดยสิ้นเชิง พอเห็นกันหรือยังว่า การเลือกคอนเซ็ปต์ ของหน้าร้านฝากขาย ให้ตรงกับ สินค้าของเรา มันสำคัญแค่ไหน.

สิ่งที่ 2 พิจารณาทำเลที่ตั้ง

        สิ่งต่อมา ที่ต้องพิจารณา แน่นอนว่า คงหนีไม่พ้นทำเลที่ตั้ง สินค้าที่เราฝากขายนั้น จะขายดีหรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ทำเลที่ตั้งของหน้าร้านฝากขาย อยู่ในบริเวณ ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือเปล่า ลูกค้าบริเวณรอบ ๆ มีรายได้เท่าไหร่ ปริมาณผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบ มีมากเท่าไหร่ อยู่ในช่วงวัยไหน ทำอาชีพอะไร.สิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าของเราตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นหรือเปล่า แล้วทำเลในจุดไหน ที่จะทำให้เราได้ลูกค้าเป้าหมาย ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของเราได้มากที่สุด. 

        หากคุณพลาด ที่จะเลือกทำเลที่ตั้ง ของหน้าร้านฝากขาย สถานการณ์ของสินค้าที่คุณฝากขาย จะค่อนข้างย่ำแย่ เลยทีเดียว น้องมัลตี้ จึงแนะนำให้ทำสัญญาระยะสั้นไว้ก่อน.

        ถ้ายังไม่มั่นใจ ว่าหน้าร้านฝากขายนั้น ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีพอหรือยัง บางครั้ง หน้าร้านฝากขายทำเลดีแค่ไหน แต่อาจประสบปัญหา ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจย่ำแย่ จนต้องปิดกิจการลง หรือ แม้แต่เหตุการณ์ ที่คาดเดาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หากทำสัญญาระยะสั้นไว้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ น้องมัลตี้เป็นกำลังใจให้น้าา.

สิ่งที่ 3 พิจารณาฐานลูกค้า

        ในส่วนนี้ น้องมัลตี้อยากเสนอ ให้คุณดูฐานลูกค้าของหน้าร้านฝากขาย อย่างที่ทุกคนทราบกันว่า ฐานลูกค้าเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย แม้ว่า ที่ทำเลจะดีแค่ไหน หรือ คอนเซ็ปต์ของหน้าร้านฝากขาย จะตรงและถูกใจมากเท่าไหร่ แต่ ถ้าไม่มีฐานลูกค้าที่แน่นพอ ก็รับประกันได้ยาก ว่าสินค้าที่เราส่งไปฝากขายนั้น จะขายออกได้เมื่อไหร่ ดังนั้น น้องมัลตี้ขอแนะนำ ให้เลือกหน้าร้านฝากขาย ที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ดีกว่าหน้าร้านฝากขายที่ไม่มีฐานลูกค้าเลย เพื่อให้สินค้า ที่ฝากขายหน้าร้านของคุณ มีเปอร์เซ็นต์ การขายออก ที่มากขึ้น.

สิ่งที่ 4 พิจารณาค่าเช่า

        สิ่งต่อมา คือ การพิจารณาค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็น ในส่วนของ ค่าเช่าแผง ค่าเช่า Shelf ค่าบล็อค หรือ แม้แต่ค่าเช่าราวเสื้อผ้า ก็ล้วนต้องผ่านการพิจารณา อย่างดี หากค่าเช่าแพงเกินไป ก็ไม่คุ้ม ที่จะนำสินค้าไปลงแน่นอน แต่ ไม่ใช่ว่าเห็นค่าเช่าแพง ก็ปัดตกหมดทุกร้านนะ ต้องดูด้วยว่า ที่แพงเพราะปัจจัยอะไร อาจจะแพง เพราะเป็น Shelf ที่อยู่โซนสินค้าแนะนำ มีฐานลูกค้าเยอะ ร้านอยู่ในทำเลที่ตั้งดี หรือ แม้แต่แพงเพราะร้านมีชื่อเสียง ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีค่าให้พิจารณาดูอีกครั้ง ดังนั้น ควรคิดให้รอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจนะ.

สิ่งที่ 5 พิจารณาการจัดการภายในร้าน

        ไม่ว่าใครก็ชอบทำเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ซับซ้อน กับการฝากขายก็เช่นกัน หากว่า เราจะต้องฝากขายกับหน้าร้าน ที่จัดการอะไรต่าง ๆ ภายในร้าน แบบยุ่งยาก วุ่นวาย เราก็คงไม่อยากร่วมงานด้วยหรอกใช่มั้ย ถ้ายังนึกภาพไม่ออกล่ะก็ น้องมัลตี้จะยกตัวอย่างให้ฟังเอง อย่างเช่น หากคุณต้องการที่จะเช็คสต๊อกสินค้า ภายในวันนี้ เพื่อจะนำสินค้าเติมล่วงหน้าได้ทัน แต่ ทางหน้าร้านช้า เพราะมัวแต่วิ่งเต้นทำเรื่องง่าย ให้เป็นเรื่องยาก อย่างการนั่งนับสต๊อกสินค้าทีละชิ้น จนไม่สามารถที่จะส่งสต๊อกสินค้าให้คุณได้ทันเวลา แบบนี้ สินค้าของคุณที่วางขายอยู่ ก็อาจจะหมดไปเฉย ๆ แถมยังส่งสินค้า เพื่อเติมสต๊อกไม่ทันอีกต่างหาก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแย่เลยใช่มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้น น้องมัลตี้แนะนำให้เลือกร้านที่มีการจัดการภายในร้าน ที่เป็นระบบดีกว่า.

        เป็นยังไงกันบ้าง หลังจากได้คำแนะนำจากน้องมัลตี้แล้ว เริ่ม ๆ มีหน้าร้านฝากขายในใจกันบ้างหรือยัง ถ้ายังไม่มี น้องมัลตี้มีแพลตฟอร์มปัง ๆ ที่นำเสนอแต่ร้านดี ๆ อย่าง MultiOne platform แพลตฟอร์มของน้องมัลตี้เองยังไงล่าาา ฝากเก็บไว้ในใจด้วยน้าาา >/\<

         หากอยากติดตามการแนะนำของน้องมัลตี้ในเรื่องอื่น ๆ ล่ะก็ เข้าไปดูได้เลย ที่นี่  และ มารอติดตามกันว่า น้องมัลตี้จะเอาอะไรมาฝาก ในครั้งหน้าได้ ที่นี่

Learn More

7 สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเปิดร้านมัลติแบรนด์

        ก่อนเปิดร้านมัลติแบรนด์ นั้น อย่างที่รู้กันดีว่า ผู้ประกอบการร้านค้ายุคใหม่นั้น จะต้องเปิดร้านให้มีการผสมผสานกัน ระหว่างออฟไลน์ และ ออนไลน์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า สำหรับใคร ที่คิดจะเปิดร้านมัลติแบรนด์ในตอนนี้ ก็ยังคงต้องมีทั้งหน้าร้าน และเว็บขายของออนไลน์เลยแหละ ถึงจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และ อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้  และ แม้จะมีเทรนด์ขายของออนไลน์เกิดขึ้นมามากมาย แต่ก็ใช่ว่าหน้าร้านออฟไลน์จะไม่มีลูกค้าหรอกนะ เพราะว่ายังมีลูกค้าบางกลุ่ม ที่ชอบเดินช้อปปิ้งตามร้านต่าง ๆ และ รู้สึกสบายใจที่ได้เห็น ได้จับสินค้า และ ลองสินค้าด้วยตนเอง. ดังนั้น สำหรับใคร ที่กำลังตัดสินใจเปิดร้านมัลติแบรนด์อยู่ และ ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง จึงจะเปิดร้านได้อย่างประสบความสำเร็จ ต้องทำยังไง ถึงจะขายดี มีกำไร หรือ แม้กระทั่งทำให้ลูกค้าติดใจ และ อยากกลับมาซื้อของที่ร้านอีก วันนี้น้องมัลตี้ก็มี 7 สิ่งที่ผู้ประกอบการมือใหม่ควรพิจารณา ก่อนเปิดร้านมัลติแบรนด์ มาฝากด้วย.

สิ่งที่ 1 วางคอนเซ็ปต์ร้านมัลติแบรนด์

     

        แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการมือใหม่จะต้องพิจารณา คือ คอนเซ็ปต์ของร้าน เพื่อจะหาและเลือกสินค้าจากแบรนด์ ที่คอนเซ็ปต์ตรงกัน ตีตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่กว้างจนเกินไป และ สิ่งสำคัญในส่วนนี้ คือ คอนเนคชั่นกับแบรนด์ เพราะคอนเนคชั่นนั้น เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องการเกิดขึ้นได้ง่ายในพริบตา.

สิ่งที่ 2 พิจารณาค่าเช่า

     

        สิ่งต่อมาที่ผู้ประกอบการจะต้องมี คือ พื้นที่ในการเปิดหน้าร้านของตัวเอง จึงต้องหาเช่าพื้นที่ ( หากไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ) ต้องคำนวณทั้งค่าเช่า ยอดขาย และ กำไรไว้ล่วงหน้าด้วยนะ จะได้วางแผนเปิดร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่าลืมที่จะสำรวจว่า ทำเลที่จะเช่านั้นมีลูกค้าเราอยู่หรือเปล่า คำนวณให้ละเอียด ทั้งราคาที่จะขายสินค้า ราคาค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ลองเขียนออกมาเป็นข้อ ๆ แล้วคุณจะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้น

        ไหนจะต้องเลือกทำเล หาที่ปล่อยเช่าอีก  และแม้จะได้ทำเลที่คิดว่าดีที่สุด ก็อาจสะดุดเพราะเศรษฐกิจแย่ ไม่มีลูกค้าหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน  เพราะฉะนั้น คุณควรหลีกเลี่ยงการเซ็นสัญญาระยะยาว จะได้ไม่มีข้อผูกมัดมากเกินไปตั้งแต่เริ่มเปิดร้านขายของ.

สิ่งที่ 3 คาดการณ์ปริมาณลูกค้า

 

        น้องมัลตี้จะพาคุณไปสำรวจปริมาณลูกค้า ให้คุณดูลูกค้าบริเวณรอบที่ทำเลในการเปิดร้านมัลติแบรนด์ของคุณก่อน ว่าคอนเซ็ปต์ของสินค้าที่จะขายตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นหรือเปล่า ปริมาณลูกค้าที่จะเข้าร้านอยู่ที่เท่าไหร่ รายได้ของผู้คนบริเวณที่ทำเลเป็นอย่างไร หรือว่า ต้องขายสินค้าแบบไหน   ร้านมัลติแบรนด์ของคุณ ถึงจะโดดเด่น และได้รับความสนใจจากลูกค้า.

 

สิ่งที่ 4 รู้ขั้นตอนการทำงานอย่างถี่ถ้วน

     

        ถ้าหากคิดจะเป็นเจ้าของกิจการแล้ว คุณต้องทำงานให้หนักขึ้น เพราะนี่คือร้านของคุณ คุณไม่สามารถมีรายได้ที่แน่นอน เหมือนมนุษย์เงินเดือน เพราะฉะนั้น คุณจะต้องคิดเสมอว่า การเปิดร้านมัลติแบรนด์ครั้งนี้ คือ ธุรกิจที่คุณจะต้องดูแล และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อให้ร้านของคุณไปรอด

        สิ่งที่สำคัญและควรทำในการเป็นนายตัวเองนั้น คุณไม่สามารถหยุดทุกอย่างได้ตามใจตัวเอง แต่ต้องลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง และ รู้ขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เริ่มตั้งแต่วิธีการติดต่อ และ การหาซัพพลายเออร์ การสั่งของจากแบรนด์ต่าง ๆ  การทำบิล ศึกษาการตลาด การเช็คสต๊อกสินค้า หรือ แม้กระทั่งการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการแล้ว คุณจะต้องรู้วิธีการจัดการสิ่งเหล่านี้ อย่างละเอียด ถูกต้อง และ มีประสิทธิภาพ.

สิ่งที่ 5 ขายสินค้าราคาเที่ยงธรรม

        ไม่ว่าใคร ๆ ก็ชอบของดีมีคุณภาพ ในราคาที่ต้องจับต้องได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อย่าขายสินค้าราคาที่สูงเกินราคาที่แบรนด์กำหนด และ ต้องไม่ตั้งราคาที่ต่ำจนเกินไป จะได้ไม่เข้าเนื้อตัวเองจนขาดทุน ลองศึกษาตลาด เปรียบเทียบราคาสินค้า และ ศึกษาคู่แข่งเพื่อทำโปรโมชั่นต่าง ๆ จากนั้นก็ตั้งราคาสินค้า  กับ    โปรโมชั่นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า สินค้าของคุณราคาสมเหตุสมผล กับคุณภาพของแต่ละแบรนด์.

สิ่งที่ 6 ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

        จะเห็นกันทั่วไปว่า ร้านค้าชั้นนำในห้าง หรือ แบรนด์ดังต่าง ๆ นั้นล้วนใช้ระบบ POS กัน นั่นก็เพราะว่า ระบบ POS คือ ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรมขายหน้าร้านอัจฉริยะ ที่ช่วยให้การซื้อ – ขายรวดเร็ว สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คุณไม่ต้องมานั่งจำราคา หรือ จดทุกอย่าง แค่เพิ่มสินค้าเข้าไปในระบบหลังบ้าน ก็ขายหน้าร้านและ ร้านค้าออนไลน์ได้ทันที อีกอย่าง เมื่อมีการขายสินค้าไป ระบบ POS  ก็จะตัดสต๊อกสินค้าโดยอัตโนมัติ หรือ ถ้าสต๊อกเหลือน้อย ระบบก็จะแจ้งเตือนทันที  ไม่ต้องมาเสียเวลานับ หรือ พลาดโอกาสในการขายไป.

        แล้วทำไมคุณถึงจะพลาดการใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีในส่วนนี้ล่ะ MultiOne platform เราให้บริการระบบจัดการร้านมัลติแบรนด์ พร้อมด้วยระบบ POS ที่ช่วยให้การขายของคุณง่าย และ สะดวกขึ้น 

        แค่นี้ คุณก็จะสามารถจัดการร้านมัลติแบรนด์ ได้อย่างราบรื่น และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น แถมลูกค้าก็จะได้ประสบการณ์การซื้อของดี ๆ จากร้านคุณแน่นอนน้องมัลตี้รับประกัน ! ! !

       ถ้าคุณกำลังสงสัยว่า ระบบ POS สำคัญยังไงกับการทำธุรกิจ น้องมัลตี้มีบทความดี ๆ ให้อ่านเพิ่มเติม คลิกที่ลิงค์ได้เลย  https://bit.ly/3gpxfu0

 

สิ่งที่ 7 เข้าถึงลูกค้าให้เป็น

   

        และแล้ว ก็มาถึงสิ่งสุดท้ายที่น้องมัลตี้จะแนะนำให้คุณได้ นั่นก็คือ การเข้าถึงลูกค้าของคุณให้เป็น คุณต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า ว่าลูกค้าต้องการสินค้าคอนเซ็ปต์ไหน พฤติกรรมของลูกค้าเป็นอย่างไร เช่น ชอบใช้โซเชียลไหน ใช้แอพอะไรมากที่สุด ชอบเดินห้างหรือเปล่า หรือ ชอบแนวคาเฟ่ แต่งตัวสไตล์ไหน ก่อนจะเข้าร้านเรามีเหตุผลอะไร ในการตัดสินใจ.

        หลังจากที่ทำความรู้จักกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแล้ว คุณต้องอย่าลืมที่จะสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้า ซึ่งขั้นตอนนี้ มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะหากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไม่รับรู้การดำรงอยู่ของร้านคุณ  ธุรกิจคงพังไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน เรื่องนี้อาจใช้การทำตลาดออนไลน์ ซึ่งประหยัดงบประมาณ แต่หากอยากสร้างการรับรู้ในวงกว้าง คุณอาจต้องลงทุนทำคอนเทนต์ต่าง ๆ เพื่อช่วยโปรโมท ในหลากหลายช่องทาง.

        นอกจากนี้แล้ว คุณยังเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ๆ อีกหลายช่องทาง เช่น การตกแต่งร้านไปในทิศทางที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายชอบ  ป้ายประกาศ ทำโปรโมชั่นเพื่อเชิญชวนลูกค้า และ ลงคอนเทนต์ทางโซเชียล ให้ลูกค้าได้ติดตามสินค้า และ บริการจากทางร้าน เพียงเท่านี้ ร้านของคุณก็จะดูน่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพ และ เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นแล้ว.

 

        เป็นยังไงกันบ้าง หลังจากได้คำแนะนำจากน้องมัลตี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยใช่มั้ยล่าา ว่าแม้ร้านค้าปลีกยุคใหม่จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง และ ทำให้ร้านค้าออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าเดิม แต่ว่าร้านค้าปลีกออฟไลน์ ก็ยังมีโอกาสเติบโตไม่แพ้ร้านค้าออนไลน์เลยนะ ดังนั้น การจะเปิดร้านมัลติแบรนด์ให้ดี   มีกำไรในยุคนี้ ผู้ประกอบการจะต้องทำการบ้านให้หนัก และ ลงมืออย่างจริงจัง รวมถึง รู้จักนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในร้าน และ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ที่สำคัญต้องให้บริการที่ดีที่สุดกับลูกค้า และ รู้วิธีเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายด้วย แค่นี้ คุณก็จะเปิดร้านมัลติแบรนด์ให้สำเร็จได้ง่าย ๆ แล้ว น้องมัลตี้เอาใจช่วยนะ.

 

        หากอยากติดตามการแนะนำของน้องมัลตี้ในเรื่องอื่น ๆ ล่ะก็ เข้าไปดูได้เลย ที่นี่  และ มารอติดตามกันว่า น้องมัลตี้จะเอาอะไรมาฝากในครั้งหน้า ที่นี่

Learn More

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save